ชาหรือกาแฟ อะไรดีต่อตับมากกว่ากัน? ผลการวิจัยเผยคำตอบ!

ชาหรือกาแฟ อะไรดีต่อตับมากกว่ากัน? งานวิจัย 26,729 คน พบข้อดีที่แตกต่างกัน
ชาหรือกาแฟ อะไรดีต่อตับมากกว่ากัน? เป็นคำถามที่หลายคนอาจไม่เคยนึกถึง เพราะเครื่องดื่มทั้งสองชนิดมักถูกพูดถึงในเรื่องการช่วยให้ตื่นตัวและเพิ่มสมาธิ แต่รู้หรือไม่ว่า ชาและกาแฟยังมีสารประกอบธรรมชาติหลายชนิดที่อาจเกี่ยวข้องกับสุขภาพตับ โดยเฉพาะภาวะไขมันพอกตับ การสะสมธาตุเหล็ก และการเกิดพังผืดในตับ
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยจี๋หลิน ประเทศจีน ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลประชาชน 26,729 คน พบความสัมพันธ์ที่น่าสนใจระหว่างพฤติกรรมการดื่มชาและกาแฟกับสุขภาพตับ โดยผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มทั้งสองประเภทมีแนวโน้มพบตัวชี้วัดความผิดปกติของตับบางอย่างต่ำกว่าผู้ที่ไม่ดื่ม
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือชาและกาแฟไม่ได้มีความสัมพันธ์กับสุขภาพตับในลักษณะเดียวกันทั้งหมด เพราะชามีผลการศึกษาที่โดดเด่นเกี่ยวกับตัวชี้วัดการอักเสบและพังผืด ขณะที่กาแฟมีความสัมพันธ์ชัดเจนกับปริมาณไขมันและธาตุเหล็กที่สะสมอยู่ในตับ
งานวิจัย 26,729 คน ศึกษาชาและกาแฟกับสุขภาพตับอย่างไร?
งานวิจัยเรื่อง Coffee and Tea Intake Is Inversely Associated With Hepatic Fat Deposition, Iron Deposition, and Fibroinflammation in the General Population เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2025 ในวารสารวิชาการ Molecular Nutrition & Food Research โดยทีมนักวิจัยที่มีผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยจี๋หลิน ประเทศจีน เป็นส่วนหนึ่งของคณะผู้ศึกษา
นักวิจัยนำข้อมูลของผู้เข้าร่วม 26,729 คนจากฐานข้อมูลสุขภาพ UK Biobank ของสหราชอาณาจักรมาวิเคราะห์ โดยผู้เข้าร่วมได้รับการตรวจตับด้วยเครื่อง MRI ในช่วงปี 2016–2020 และรายงานพฤติกรรมการดื่มชาและกาแฟของตนเอง
การศึกษามุ่งประเมินความสัมพันธ์ระหว่างเครื่องดื่มทั้งสองชนิดกับตัวชี้วัดสุขภาพตับ 3 ด้าน ได้แก่ ปริมาณไขมันในตับ การสะสมธาตุเหล็กในตับ และค่าจากภาพ MRI ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบและพังผืดในตับ
ผลการวิเคราะห์พบว่าผู้ที่ดื่มชาและกาแฟมีแนวโน้มพบตัวชี้วัดบางอย่างในระดับที่ดีกว่าผู้ที่ไม่ดื่ม แต่เนื่องจากเป็นการศึกษาเชิงสังเกต ผลลัพธ์จึงแสดงความสัมพันธ์ทางสถิติ ไม่ได้พิสูจน์ว่าการดื่มชาและกาแฟเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ตับมีสุขภาพดีขึ้น
ดื่มชามีความสัมพันธ์กับตัวชี้วัดการอักเสบและพังผืดในตับที่ต่ำลง
สำหรับชา นักวิจัยพบความสัมพันธ์เชิงบวกกับตัวชี้วัดสุขภาพตับหลายด้าน โดยเฉพาะค่าที่ใช้ประเมินการเปลี่ยนแปลงของเนื้อตับซึ่งเกี่ยวข้องกับการอักเสบและการเกิดพังผืด
เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ดื่มชา ผู้ที่ดื่มชาในปริมาณต่าง ๆ ตั้งแต่ประมาณครึ่งแก้วต่อวันไปจนถึง 6 แก้วขึ้นไป มีแนวโน้มพบค่าตัวชี้วัดที่สูงเกินเกณฑ์น้อยกว่า โดยผลการวิเคราะห์รายงานค่าอัตราส่วนโอกาส หรือ Odds Ratio อยู่ในช่วง 0.57–0.94 สำหรับตัวชี้วัดที่ศึกษา
ตัวเลขดังกล่าวหมายถึงบางกลุ่มมีค่าโอกาสพบความผิดปกติต่ำกว่ากลุ่มอ้างอิงประมาณ 6–43% ตามตัวชี้วัดและปริมาณการดื่มที่นำมาเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายความว่าผู้ดื่มชาทุกคนจะมีความเสี่ยงเกิดโรคพังผืดในตับลดลง 43% อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่าการดื่มชาหลายประเภทมีความสัมพันธ์กับค่าบ่งชี้การอักเสบและพังผืดในตับที่ต่ำลง และการดื่มชายังสัมพันธ์กับปริมาณไขมันและธาตุเหล็กที่สะสมในตับด้วย
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ไม่ได้หมายความว่าควรเพิ่มปริมาณการดื่มชาเป็น 6 แก้วต่อวันเพื่อป้องกันโรคตับ เพราะงานวิจัยยังไม่สามารถระบุปริมาณที่เหมาะสมสำหรับทุกคนได้
กาแฟอาจมีข้อได้เปรียบด้านไขมันและธาตุเหล็กสะสมในตับ
สำหรับกาแฟ ผลการศึกษาพบความสัมพันธ์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับปริมาณไขมันและธาตุเหล็กในตับ โดยกลุ่มที่ดื่มกาแฟมีแนวโน้มพบตัวชี้วัดการสะสมของสารทั้งสองอย่างในระดับสูงน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ดื่ม
รายงานวิจัยระบุว่า การดื่มกาแฟมีความสัมพันธ์แบบผกผันกับโอกาสพบปริมาณไขมันและธาตุเหล็กในตับสูงเกินเกณฑ์ โดยมีค่า Odds Ratio อยู่ในช่วง 0.47–0.94 ซึ่งในบางกลุ่มเปรียบเทียบเทียบได้กับค่าโอกาสที่ต่ำลงประมาณ 53%
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 53% เป็นผลการเปรียบเทียบทางสถิติของตัวชี้วัดบางรายการ ไม่ใช่การยืนยันว่าการดื่มกาแฟช่วยลดความเสี่ยงเกิดโรคตับหรือภาวะธาตุเหล็กเกินได้ 53% สำหรับทุกคน
นักวิจัยยังพบว่ากาแฟหลายประเภท ทั้งกาแฟสำเร็จรูป กาแฟบด และกาแฟไม่มี กาเฟอีน มีความสัมพันธ์กับตัวชี้วัดไขมันและธาตุเหล็กในตับที่ต่ำลงด้วย
ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณกาแฟที่ดื่มกับค่าบ่งชี้การอักเสบและพังผืดในตับมีลักษณะไม่เป็นเส้นตรงในบางการวิเคราะห์ จึงไม่สามารถสรุปว่าการดื่มกาแฟมากขึ้นจะทำให้สุขภาพตับดีขึ้นตามปริมาณเสมอไป
ทำไมชาและกาแฟจึงอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพตับ?
ชาและกาแฟต่างมีสารประกอบจากพืชหลายชนิดที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจ โดยเฉพาะสารในกลุ่มโพลีฟีนอล ซึ่งเกี่ยวข้องกับการต้านอนุมูลอิสระและกระบวนการอักเสบในร่างกาย
ชา โดยเฉพาะชาเขียว มีสารในกลุ่มคาเทชิน เช่น EGCG ที่ได้รับการศึกษาเกี่ยวกับการอักเสบและกระบวนการเผาผลาญไขมัน ขณะที่กาแฟมีสารอย่างกรดคลอโรจีนิกและสารประกอบอื่นที่อาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบเผาผลาญและสุขภาพตับ
อย่างไรก็ตาม กลไกที่พบจากงานวิจัยในห้องปฏิบัติการหรือสัตว์ทดลองไม่ได้ยืนยันว่าการดื่มชาและกาแฟจะให้ผลเหมือนกันในมนุษย์ และประโยชน์ที่พบในงานวิจัยเชิงสังเกตอาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านอาหาร การออกกำลังกาย และพฤติกรรมสุขภาพอื่นร่วมด้วย
สิ่งที่ควรแยกให้ออกคือการดื่มชาในรูปแบบเครื่องดื่มตามปกติแตกต่างจากการรับประทานผลิตภัณฑ์สารสกัดชาเข้มข้น ซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อสุขภาพตับได้ในบางกรณี จึงไม่ควรซื้ออาหารเสริมสารสกัดชาเพื่อหวังรักษาโรคตับโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
ชาหรือกาแฟ อะไรดีต่อตับมากกว่ากัน?
หากพิจารณาเฉพาะผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยจี๋หลิน ชามีความสัมพันธ์ที่เด่นกว่ากับตัวชี้วัดด้านการอักเสบและพังผืดในตับ ส่วนกาแฟมีความสัมพันธ์ชัดเจนกับตัวชี้วัดไขมันและธาตุเหล็กที่สะสมในตับ
อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถสรุปว่าเครื่องดื่มชนิดใดดีต่อตับมากกว่าในทุกด้าน เนื่องจากงานวิจัยไม่ได้เป็นการทดลองให้ผู้เข้าร่วมสุ่มดื่มชาหรือกาแฟเพื่อเปรียบเทียบผลการรักษาโรคตับโดยตรง
| ประเด็นสุขภาพตับ | ชา | กาแฟ |
|---|---|---|
| ไขมันสะสมในตับ | พบความสัมพันธ์กับค่าที่ต่ำลง | พบความสัมพันธ์กับค่าที่ต่ำลง |
| ธาตุเหล็กสะสมในตับ | พบความสัมพันธ์กับค่าที่ต่ำลง | พบความสัมพันธ์กับค่าที่ต่ำลง |
| ค่าบ่งชี้การอักเสบและพังผืด | พบความสัมพันธ์ที่เด่นชัด | ผลสัมพันธ์กับปริมาณที่ดื่มและไม่เป็นเส้นตรง |
| ข้อสรุป | ยังไม่พิสูจน์ว่าใช้ป้องกันหรือรักษาโรคตับได้โดยตรง | มีหลักฐานสนับสนุนด้านสุขภาพตับเพิ่มเติมจากงานวิจัยอื่น |
นอกจากนี้ แนวทางของสมาคมโรคตับแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ AASLD ยังระบุว่าการดื่มกาแฟมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งตับที่ต่ำลงในผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง และอาจพิจารณาแนะนำให้ผู้ป่วยบางกลุ่มดื่มกาแฟได้ตามความเหมาะสม แต่ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะกำหนดปริมาณกาแฟที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน
ต้องดื่มชาและกาแฟวันละ 6 แก้ว จึงจะดีต่อตับหรือไม่?
แม้งานวิจัยจะมีการวิเคราะห์กลุ่มที่ดื่มชาและกาแฟตั้งแต่ 6 แก้วต่อวันขึ้นไป แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนควรดื่มในปริมาณดังกล่าวเพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพตับ
เพราะชาและกาแฟทั่วไปมีกาเฟอีน ซึ่งหากบริโภคมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ ใจสั่น กระสับกระส่าย หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ โดยปริมาณกาเฟอีนในแต่ละแก้วอาจแตกต่างกันมากตามชนิดเมล็ดกาแฟ ชนิดชา วิธีชง และขนาดเครื่องดื่ม
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐอเมริกา หรือ FDA ระบุว่า สำหรับผู้ใหญ่สุขภาพดีส่วนใหญ่ การได้รับกาเฟอีนประมาณไม่เกิน 400 มิลลิกรัมต่อวันเป็นระดับที่โดยทั่วไปไม่สัมพันธ์กับผลเสียที่เป็นอันตราย แต่ความไวต่อกาเฟอีนแตกต่างกันในแต่ละคน
สำหรับหญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด ผู้ที่ใช้ยาบางประเภท หรือผู้ที่มีอาการใจสั่นและนอนไม่หลับ ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับปริมาณกาเฟอีนที่เหมาะสมกับตนเอง
อยากดื่มชาหรือกาแฟให้ดีต่อสุขภาพ ควรเลือกแบบไหน?
หากต้องการดื่มชาและกาแฟเป็นประจำ ควรให้ความสำคัญกับวิธีชงและส่วนผสมเพิ่มเติม เพราะเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล น้ำเชื่อม ครีมเทียม หรือวิปครีมปริมาณมาก อาจทำให้ได้รับพลังงานและน้ำตาลเกินความต้องการของร่างกาย
ตัวอย่างเช่น การดื่มชาเขียวไม่หวานหรือกาแฟดำอาจเหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมปริมาณน้ำตาลมากกว่าชานมไข่มุกหรือกาแฟปรุงแต่งรสหวานจัด โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน เบาหวาน หรือไขมันพอกตับ
สำหรับผู้ที่ไม่สามารถดื่มกาแฟที่มีกาเฟอีนได้ อาจพิจารณากาแฟชนิดไม่มีกาเฟอีน ซึ่งมีผลการศึกษาบางส่วนที่พบความสัมพันธ์เชิงบวกกับสุขภาพตับเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเริ่มดื่มกาแฟหรือชาในปริมาณมากเพียงเพราะต้องการป้องกันโรคตับ และไม่ควรใช้เครื่องดื่มเหล่านี้ทดแทนการรักษาหรือยาที่แพทย์สั่ง
ดูแลตับอย่างไรให้แข็งแรง นอกจากดื่มชาและกาแฟ?
แม้การศึกษาจะพบความสัมพันธ์ที่น่าสนใจระหว่างชา กาแฟ และสุขภาพตับ แต่การดูแลตับในระยะยาวยังต้องอาศัยพฤติกรรมสุขภาพโดยรวม โดยเฉพาะการควบคุมน้ำหนักและลดปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคตับ
แนวทางการดูแลสุขภาพตับที่สำคัญ ได้แก่ การรับประทานอาหารอย่างสมดุล เพิ่มผักและอาหารที่มีใยอาหาร ลดเครื่องดื่มหวานและอาหารที่ให้พลังงานสูงเกินความต้องการ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และจำกัดหรือหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
นอกจากนี้ ควรตรวจสุขภาพตามความเหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคอ้วน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือมีประวัติโรคตับในครอบครัว รวมถึงเข้ารับการประเมินความเสี่ยงโรคไวรัสตับอักเสบและฉีดวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์
ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไขมันพอกตับ ตับอักเสบ หรือโรคตับเรื้อรัง ควรปฏิบัติตามแผนการรักษา เพราะชาและกาแฟไม่สามารถทำให้โรคเหล่านี้หายได้ด้วยตัวเอง
สรุป ชาหรือกาแฟ อะไรดีต่อตับมากกว่ากัน?
ผลการศึกษาจากผู้เข้าร่วม 26,729 คนพบว่า ทั้งชาและกาแฟมีความสัมพันธ์กับตัวชี้วัดสุขภาพตับที่ดีขึ้นในบางด้าน โดยชามีความสัมพันธ์เด่นกับค่าบ่งชี้การอักเสบและพังผืดในตับ ขณะที่กาแฟมีความสัมพันธ์กับปริมาณไขมันและธาตุเหล็กสะสมในตับที่ต่ำลง
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษายังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเครื่องดื่มชนิดใดดีที่สุดสำหรับตับ หรือการดื่มชาและกาแฟจะช่วยป้องกันโรคตับได้โดยตรง โดยเฉพาะตัวเลขความเสี่ยงที่ลดลง 43% และ 53% ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบโอกาสทางสถิติ ไม่ใช่ผลการรักษาที่รับประกันได้ในทุกคน
ดังนั้น ผู้ที่ชื่นชอบชาและกาแฟสามารถเลือกดื่มตามความเหมาะสมของร่างกาย โดยเน้นเครื่องดื่มไม่หวานและไม่บริโภคกาเฟอีนมากเกินไป ควบคู่กับการรับประทานอาหารที่ดี ออกกำลังกาย และดูแลสุขภาพตับอย่างสม่ำเสมอ
- 4 อุปกรณ์ "ดูดไฟเงียบ" ปิดสวิตช์แล้วแต่ "เงินยังรั่ว" ตลอด 24 ชั่วโมง
- 4 ส่วนผสม ที่ควรเติมลงใน "น้ำดื่ม" เพื่อช่วยขับสารพิษ-เผาไขมันเลว ตื่นมาพุงยุบ!

แหล่งอ้างอิง
- Molecular Nutrition & Food Research – Coffee and Tea Intake Is Inversely Associated With Hepatic Fat Deposition, Iron Deposition, and Fibroinflammation in the General Population (2025)
- UK Biobank – ข้อมูลการศึกษาชา กาแฟ และสุขภาพตับในผู้เข้าร่วม 26,729 คน
- American Association for the Study of Liver Diseases – AASLD Practice Guidance on Prevention, Diagnosis, and Treatment of Hepatocellular Carcinoma
- American College of Gastroenterology – Clinical Guideline: Malnutrition and Nutritional Recommendations in Liver Disease (2025)
- U.S. Food and Drug Administration – Spilling the Beans: How Much Caffeine Is Too Much?
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี